แปลงร่าง B14 สีเขียวเป็นสีดำ
ได้จังหวะว่างพอดี เลยเอา B14 ไปเปลี่ยนจากเดิมสีเขียว เปลี่ยนเป็นสีดำมาครับ เลยเก็บภาพเอาไว้
ผิดพลาดเพราะ Ego และขาดสติ
วันนี้มีเรื่องที่ผมเสียใจเรื่องหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องความผิดพลาดในการทำงาน ซึ่งเกิดจากสาเหตุหลักคือ Ego และความไม่รู้จักยับยั้งชังใจ ไม่รู้จักชั่งน้ำหนัก และไม่ยอมมองโลกในแง่ดี
โดยปกติแล้วเว็บไซต์ www.FarmKaset.ORG ที่ดูแลอยู่จะมีลูกค้าติดต่อมาเป็นประจำ และหลายๆครั้ง เรามักโดนหลอกให้เสนอราคา เพื่อหลอกเอาไปเป็นคู่เทียบกับโครงการอื่นๆ เดือนที่ผ่านมา ก็คล้ายๆเดิมครับ มีองค์กรเพื่อการกุศลแห่งนึง ติดต่อมาขอใบเสนอราคาสินค้า ประมาณ 2000 ตัน เพื่อจะซื้อสินค้าเกษตรไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อน แต่ด้วยความที่เราโดนหลอกเป็นคู่เทียบให้กับคนอื่นๆ ที่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวจนเคยชิน จึงไม่ยอมทำใบเสนอราคาเข้าไป ทั้งๆที่ทางผู้รับผิดชอบ ก็มีความชื่นชอบในสินค้าของเรามาก และให้โอกาส โทรตามเรามาหลายๆครั้ง แต่เราดันไปมองในแง่ร้าย คิดว่าทางนั้นจะเป็นเหมือนๆรายอื่น ที่จะหลอกให้เราทำใบเสนอราคาไป ประกอบกับช่วงนั้น ก็กำลังยุ่งกับสหกรณ์ เลยไม่ยอมทำใบเสนอราคาให้เขา ทั้งๆที่จริงแล้ว เราใช้เวลาทำเพียงไม่ถึงชั่วโมง กับสินค้า 2000 ตัน ที่เป็นราคาหลายล้าน หากชั่งน้ำหนักดูแล้ว งานที่เราต้องทำมันเพียงนิดเดียว แต่ด้วยความที่คิดไปเอง ว่าผู้ที่ติดต่อมา จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ โดยยึดเอาทัศนคติที่ไม่ดีของตัวเองเป็นสำคัญ จึงได้ทำให้พลาดโอกาสอันใหญ่หลวงนี้ และผลสุดท้าย ทางผู้ที่ติดต่อมา เขาได้ซื้อสินค้าตัวนี้จริงๆ แต่ไปซื้อจาก Provider เจ้าอื่น อาจจะเพื่อสังสอนเราให้รู้สำนึก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผมเสียใจอยู่พอสมควร และรู้สึกสำนึกในความผิด และ Ego ของตัวเองจริงๆ รวมทั้งสมน้ำหน้าตัวเอง ที่ไม่รู้จักคิดบวก
บางที ชีวิตต้องเล่นอะไรกำเราแรงๆสักอย่าง จึงจะพอทำให้เราได้รู้นิสัยไม่ดีประจำตัว แต่ถึงอย่างไรเสีย วันพระไม่ได้มีหนเดียว เหตุการนี้เป็นเหมือนการให้ยาขนานแรงกับผม ซึ่งเชื่อว่าจะไม่ทำให้เราไม่พลาดโอกาสดีๆ ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต
จึงบันทึกไว้ เพื่อขอบคุณอะไรก็ตาม ที่ส่งผลให้เกิดเหตุการนี้ขึ้นกับเรา ซึ่งส่งผลให้เรามองโลกในแง่ดีมากขึ้น คิดบวกมากขึ้น ลดความเป็นตัวเองลง และในโอกาสต่อไป ผมคงจะได้มาเขียนบทความเกี่ยวกับความสำเร็จในอนาคต ที่เกิดขึ้น เพราะได้รับการสั่งสอนแรงๆ จากเหตุการในครั้งนี้…
ปอนปอนด์
เข้าชมรม BB Gun ANC
ไม่ได้บล็อกนานเลยครับ พอดีที่ผ่านมาวุ่นอยู่กับงานด้านเกษตรกรรมอยู่ เป็นช่วงวิ่งงานพอดี มาวันนี้พอดีเอารถไปจอดทำสี และตกแต่งใหม่ที่ร้าน (เสร็จแล้วจะเก็บภาพมาครับ) คงใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์กว่าจะเสร็จ เลยว่างมาเขียนบล็อกครับ ช่วงที่ผ่านมา มีกิจกรรมงานอดิเรกเพิ่มขึ้นมา คือไปเข้าชมรม BB Gun ครับ ได้ปืนมาสองกระบอก เป็น Beretta M92 กับ AK ซึ่งเป็นปืนสั้น และปืนยาวตามลำดับ พอดีมีคนรีวิวไว้ใน Youtube แล้ว เลยเก็บมาให้ดูซะเลย ไม่ต้องบรรยายเองครับ
อันนี้ Beretta ครับ
อันนี้ AK แต่ที่ได้มาเป็นสีไม้ครับ
พบปะกับเพื่อนๆใน thaiseoboard.com
เมื่อวานพอดีทางเพื่อนๆใน thaiseoboard.com มีกิจกรรมพบปะกัน มีเวลาว่างพอดี ก็เลยขอไปร่วมงานกับเค้าด้วยคน ในงานมีการบรรยายจากอาจารย์อ้อ iLearn อีกท่านก็ redtor.com และมีผู้ชนะการแข่งขัน SEO มาร่วมบรรยาย ได้ความรู้พบสมควรครับ ยังไงก็ฝากไปขอบคุณผู้ที่ร่วมกันจัดงานนี้ขึ้นมาครับ จำคุณอาทิตย์ได้ รู้สึกจะฉายาโนบิตะมั้งครับ
DIY ซ่อม MagSafe power adapter ของ MacBook สายขาด
ก่อนเกิดเหตุ
เมื่อวานนี้ออกไปทานข้าวที่อ่างเก็บน้ำมา ทิ้งสาย Power adapter ของ MacBook ไว้กับพื้น หลังจากทานข้าวกลับมาที่ร้าน เห็นเจ้าคะน้ากำลังเคี้ยวอะไรเล่นอยู่ ก็นึกว่าเคี้ยวหิน แต่พอมันคายออกมาเท่านั้นแหละ พบว่าเป็นตัวแจ๊คที่ต่อเข้ากับ MacBook ที่มันขาดออกมาจาก MagSafe power adapter เห็นแล้วหัวใจแทบหล่นลงมาถึงตาตุ่ม จะไปตีไอ้คะน้าก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าจะไม่ได้เป็นตัวที่กัดออกมาจนขาด เพราะยังมีไอ้ปลาเค็มอีกตัวที่ซนเหมือนกัน อาจจะกัดจนขาดก่อน แล้วคะน้าอาจจะคาบเล่น ก็เลยรอดตัวไปทั้งสองตัว ส่วนอีกตัวเจ้าผักชี ตัวนี้เรียบร้อยไม่เคยทำลายของ โอกาสเป็นไปได้น้อยที่สุด แต่ก็ไม่แน่เพราะเราไม่เห็นด้วยตาตัวเอง
ลองไปเช็คราคาบนอินเตอร์เน็ตว่า Power adapter รุ่นนี้ราคาเท่าไหร่ พบว่าราคาปัจจุบัน 4,700 บาท ตกใจเหมือนกันว่าทำไมแพงขนาดนี้ ตอนแรกคาดว่าไม่น่าจะเกิน 2,000 บาท เลยยิ่งโกรธเจ้าพวกตัวยุ่งเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นตัวไหน เลยทำอะไรมันไม่ได้ตามเคย เหลือทางสุดท้ายก่อนที่จะต้องไปเสียเงินซื้อ คือคงต้องชำแหละด้วยมือตัวเองแล้ว
ผู้ต้องสงสัยอันดับที่ 1 (ปีศาจ) คะน้า
ผู้ต้องสงสัยอันดับที่ 2 ปลาเค็ม (จอมป่วน)
ผู้ต้องสงสัยอันดับที่ 3 ผักชี (หมาพลังเทอร์โบแปรผัน)
ผลงานของเจ้าพวกนี้

เริ่มลงมือชำแหละ
ก่อนอื่นเลยใช้ใบมีดคัดเตอร์คมๆหน่อยกรีดผ่าตัวหุ่มแจ๊คสีขาวแบนๆออกมา เพราะเห็นว่าคงไม่มีทางอื่นแล้ว จากนั้นควั่นสายเตรียมไว้เลย

ซื้ออุปกรณ์ดังต่อไปนี้จากร้านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใกล้บ้าน เชื่อว่ามีทุกร้าน
1. หัวแร้งบัดกรี 85 บาท
2. ที่วางหัวแร้งบัดกรี 80 บาท
3. ตะกั่วบัดกรี 15 บาท
4. ท่อหดขนาดเล็กสำหรับสายชั้นใน และใหญ่ขั้นมาอีกหน่อยนึง สำหรับสายชั้นนอก สองเส้น 30 บาท
รวม 210 บาท ถ้าไม่ซื้อที่วางหัวแร้งบัดกรี ก็ลดลงไปได้ 80 บาท แต่ควรซื้อเพื่อความสะดวกและปลอดภัยครับ

ขั้นตอน
1. เสียบปลักหัวแร้งบัดกรีทิ้งไว้
2. ตัดท่อหดขนาดเล็ก แล้วสอดทิ้งไว้ที่สายแกนใน
3. ตัดท่อหดขนาดใหญ่ สอดทิ้งไว้ที่สายด้านนอก
4. บัดกรีสายให้ติดกัน

เมื่อบัดกรีสายไฟติดกันเรียบร้อยแล้ว เอาด้านข้างหัวแร้งบัดกรีที่มีความร้อน ลูบเบาๆที่ท่อหดอันเล็ก มันจะหดตัวแนบสนิททับส่วนที่เราบัดกรี จากนั้นรูดท่อหดอันใหญ่ ที่เราสอดเตรียมไว้แต่ต้นมาสวมทับสายไฟที่เปลือยทั้งหมด แล้วใช้ความร้อนลนท่อหดให้หดตัวแนบกับสายจนแน่น

จากนั้นมาถึงขั้นทดลองครับว่าจะใช้ได้รึปล่าว

เห็นแสงสีเขียวแล้วเริ่มดีใจ ไม่ต้องเสียเงินซื้อใหม่

จากนั้นเอาปลอกพลาสติกที่เราตัดออก มาใส่ไว้ตามเดิม และหยอดกาวซีเมนต์เชื่อมรอยต่อไว้นิดหน่อย

ลองเสียบดูเห็นแสงเป็นเส้นสีเขียว ตามรอยกรีดของเรา แปลกไปอีกแบบ แต่จะทำยังไงได้

หันกลับมาอีกด้าน หน้าตาเหมือนเดิมก่อนที่มันจะเสีย แสงไฟจุดสีเขียวเหมือนเดิม ต่างก็ตรงที่สีของสายสีเทาขาวเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองของท่อหดที่เราซื้อมาใช้ หากหาท่อหดสีเดียวกันได้ ก็คงดูดีกว่านี้ และใกล้เคียงของเดิมครับ

จบแล้ว
ไปติดของเล่นใหม่ให้ B14 มาสองสามตัว เลยเก็บภาพมา
หลังจากซื้อของเล่นไว้นานเกือบเดือน แต่ไม่มีเวลาไปติดซะที แต่เมื่อสี่ห้าวันที่แล้วแอร์รถมาเสียพอดี ได้ฤกษ์เอารถไปจอด เลยให้พี่ๆเค้าติดของเล่นที่ทิ้งไว้ที่ร้านให้เลย ก็ได้โอกาสเก็บภาพมา แต่ไหนๆแล้้วก็เลยเก็บภาพอื่นๆมาด้วย

กลางคืน

กลางวัน
ด้านซ้ายสุดเห็นดำๆนั้นเป็นวัดอุณหภูมิในหม้อน้ำ ถัดมาทางด้านขวาอันโตๆเป็นวัดรอบครับ และที่แปะอยู่บนวัดรอบเยื้องไปทางซ้ายเป็นชิปไลท์หรือไฟเตือนเมื่อรอบสูงเกิดกว่าที่ตั้งไว้ ถัดมาขวาอีกอันนึงเป็นตัววัดโวลท์ จากนั้นมาดูด้านขวาสุดที่เรียงกันอยู่สองอันตรงขอบประตูบ้างครับ อันล่างเป็นตัววัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง ส่วนอันบนเป็นตัววัดแรงดันน้ำมันเครื่องครับ เดี๋ยวว่างๆจะเก็บรูปภาพตอนค่ำๆเวลาเปิดไฟให้ดูจะได้อีกอารมณ์นึงครับ

อันด้านบนนี้เป็นท่อไอดี กับกรองเปลือยครับ เห็นเค้าว่าใส่แล้วมันดี เลยไปตีมาอันนึง ก็ไม่ค่อยรู้อะไรหรอกครับเห็นเค้าว่าดี แต่ที่ผมเห็นว่ามันต่างจากเดิมคือ มันดูดลมเสียงดังขึ้นครับ ตัวเดิมๆเงียบกว่า

อันนี้รูปด้านหน้าปัจจุบันครับ ยังไม่มีสเกิร์ต กลัวไปหาลูกค้าไม่ได้

อันนี้ด้านหลังครับ
MTB GT ตัวเก่ง
ช่วงนี้แถวบ้านนิยมปั่นจักรยาน MTB หรือเรียกว่าจักรยานเสือภูเขา จริงๆแล้วเค้าปั่นกันมานานแล้ว แต่ผมกับเพื่อนๆเพิ่งเริ่มเป็นมือใหม่หัดปั่นกัน เลยไปถอยมาคันนึง เลือกยี่ห้อ GT รุ่น avalanche 3.0 จริงๆแล้วไม่ได้คิดอะไรมาก เห็นพี่ที่เค้ามีรถหลายๆคัน เลือกใช้รุ่นนี้เป็นคันแรก ดูแล้วก็สวยดี ราคาต่อประสิทธิภาพ ก็ไม่แพงมากเหมือน TREK แถมได้ disc brake แบบสายทั้งล้อหน้าล้อหลัง ซึ่งหากเลือกซื้อ Trek ในราคานี้จะได้เป็น V-Brake ส่วนเรื่องน้ำหนักรถก็ประมาณ 14 กิโลกรัม อันนี้ชั่งเองนะครับ ไม่ได้ดูตามสเปค อาจจะบวกลบนิดหน่อย หน้าตาก็ประมาณรูปด้านล่างครับ

หลังจากได้มาก็สำรวจก่อนเลย สิ่งที่พบและประหลาดใจอย่างแรกคือ “จักรยานแพงๆมันไม่มีขาตั้ง” เลยต้องไปหาท่อนเหล็กมาเชื่อมทำขาตั้งเอง (ขอให้คนอื่นทำให้นะครับเชื่อมเองไม่เป็น) เลยจะเห็นได้ว่าขาตั้งหรือฐานวางจักรยานในรูปดูคล้ายเอาเศษเหล็กมาประกอบซึ่งจริงๆแล้ว มันก็เป็นเศษเหล็กเหลือใช้จริงๆครับ หากจะไปซื้อเอา ราคาก็ตั้งประมาณสี่ร้อยบาท ทำใจไม่ได้จริงๆ
เริ่มตกแต่งก่อนอื่นเลยต้องติดสติกเกอร์ฟาร์มเกษตรอันนี้ไม่ติดไม่ได้ ที่ Nismo คันโปรดก็ต้องติดไว้เหมือนกัน จากนั้นตามด้วยไฟหน้าและไฟท้าย ไฟท้ายสำคัญมาก โดยเฉพาะเวลาใกล้ค่ำต้องเปิดเลยเพื่อความปลอดภัยนะครับ ชิ้นต่อมาก็จะเป็นกระเป๋าเก็บของสังเกตุในรูปจะเห็นอยู่ใต้เบาะหนั้งใบเล็กๆครับ ก็มีประโยชน์เหมือนกัน ใช้เก็บโทรศัพท์ และก็เงินนิดหน่อยได้ ต่อมาก็เป็นกระติกน้ำก็ไม่มีอะไรพิเศษครับ
มาถึงอุปกรณ์เสริมที่น่าสนใจ

ไมล์ cat eye velo 8 วัดแคลอรี่ ในรูปจักรยาณอาจจะเห็นไม่ชัดเพราะขนาดเล็กครับใกล้ๆกับแฮนด์รถด้านขวามือ เล็กกว่าไฟหน้าเสียอีก ตัวนี้เป็นตัวเก่งเลยราคาไม่แพงที่ประมาณ 600-800 บาทไม่เกินนี้ครับ จะสามารถวัดความเร็วที่เร็วปั่นได้ มันจะมีตัวเซนต์เซอร์แม่เหล็กติดอยู่ที่วงล้อเพื่อส่งสัญญานบอกความเร็วมาที่เจ้าตัวนี้ นอกจากนั้นยังสามารถบอกปริมาณแคลอรี่ที่เราใช้ไปในการปั่นจักรยาณแต่ละวันด้วย สามารถบันทึกกิโลเมตรสะสม เป็นนาฬิกาก็ได้ คุ้มค่าน่าใช้ครับ ผมไม่ได้ขายนะครับแต่เห็นว่าเป็นของเล่นที่น่าสนใจอีกตัว น่าจะมีขายทั่วไปตามร้าน MTB หาไม่ยากครับ
ถอดไฟซีนอนท์ออก
วันนี้ไปเปลี่ยนไฟหรี่ให้กับเจ้า Nismo จากเดิมสีน้ำเงินแต่มันขาดไปแล้วข้างนึง เลยเปลี่ยนเป็นแสงสีขาวทั้งสองข้าง และถอดไฟซีนอนท์ออก เพราะกลางคืนหากฝนตกจะมองไม่เห็นเลย สู้ไฟแสงสีเหลืองจากหลอดธรรมดาไม่ได้ เลยถอดออก แล้วกลับไปใส่หลอดธรรมดาเหมือนเดิม น่าจะมีความสุขขึ้นเวลาขับรถกลางคืนช่วงฝนตก
ซีเอสอาร์คืออะไร
ซีเอสอาร์ เป็นคำย่อจากภาษาอังกฤษว่า Corporate Social Responsibility (CSR) หรือ บรรษัทบริบาล หมายถึง การดำเนินกิจกรรมภายในและภายนอกองค์กร ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมทั้งในระดับใกล้และไกล ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรหรือทรัพยากรจากภายนอกองค์กร ในอันที่จะทำให้อยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข
หากพิจารณาแยกเป็นรายคำศัพท์ คำว่า Corporate มุ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ส่วนคำว่า Social ในที่นี้ มุ่งหมายถึงกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันหรือมีวิถีร่วมกันทั้งโดยธรรมชาติ หรือโดยเจตนา รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบประกอบ และคำว่า Responsibility มุ่งหมายถึงการยอมรับทั้งผลที่ไม่ดีและผลที่ดีในกิจการที่ได้ทำลงไปหรือที่ อยู่ในความดูแลของกิจการนั้นๆ ตลอดจนการรับภาระหรือเป็นธุระดำเนินการป้องกันและปรับปรุงแก้ไขผลที่ไม่ดี รวมถึงการสร้างสรรค์และบำรุงรักษาผลที่ดีซึ่งส่งกระทบไปยังผู้มีส่วนได้เสีย กลุ่มต่างๆ
คำ ว่า กิจกรรม ในความหมายข้างต้น หมายรวมถึง การคิด การพูด และการกระทำ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ การบริหารจัดการ และการดำเนินงานขององค์กร
สังคมในความหมายของความ รับผิดชอบต่อสังคมของกิจการ จะมุ่งไปที่ผู้มีส่วนได้เสียนอกองค์กร ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ ได้แก่ สังคมใกล้ และสังคมไกล
สังคม ใกล้ คือ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับองค์กรโดยตรง ได้แก่ ลูกค้า คู่ค้า ครอบครัวของพนักงาน ชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ ซึ่งรวมถึงสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศ
สังคมไกล คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรโดยอ้อม ได้แก่ คู่แข่งขันทางธุรกิจ ประชาชนทั่วไป เป็นต้น
ใน ระดับของลูกค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างผลิตภัณฑ์ที่เน้นคุณค่ามากกว่ามูลค่า ความรับผิดชอบในผลิตภัณฑ์ต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลขององค์กรและตัวผลิตภัณฑ์อย่างเพียงพอและอย่างถูกต้องเที่ยงตรง มีการให้บริการลูกค้าอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น
ในระดับของคู่ค้า ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การแบ่งปันหรือการใช้ทรัพยากรร่วมกันหรือการรวมกลุ่มในแนวดิ่งตามสายอุปทาน ความรอบคอบระมัดระวังในการผสานประโยชน์อย่างเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบต่อคู่ค้า เป็นต้น
ในระดับของชุมชนและสภาพแวดล้อม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสงเคราะห์เกื้อกูลชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ การส่งเสริมแรงงานท้องถิ่นให้มีโอกาสในตำแหน่งงานต่างๆ ในองค์กร การสนับสนุนแนวทางการระแวดระวังในการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่ง แวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่องค์กรตั้งอยู่ และการเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข เป็นต้น
ใน ระดับของประชาสังคม ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระหว่างกลุ่มหรือเครือข่ายอื่นๆ ในการพัฒนาสังคม การตรวจตราดูแลมิให้กิจการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดสิทธิ มนุษยชน การรับฟังข้อมูลหรือทำประชาพิจารณ์ต่อการดำเนินกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสังคม โดยรวม และการทำหน้าที่ในการเสียภาษีอากรให้รัฐอย่างตรงไปตรงมา เป็นต้น
ใน ระดับของคู่แข่งขันทางธุรกิจ ตัวอย่างซีเอสอาร์ของกิจการ ได้แก่ การดูแลกิจการมิให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้วยวิธีการทุ่มตลาด การดำเนินงานในทางต่อต้านการทุจริต รวมทั้งการกรรโชก และการให้สินบนในทุกรูปแบบ เป็นต้น
ข้อมูลนี้คัดลอกมาจาก: http://thaicsr.blogspot.com/2006/03/blog-post_20.html
ธรรมาภิบาล
ความหมายของ ธรรมาภิภาล จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ธรรมาภิบาล (อังกฤษ: good governance) คือ การปกครอง การบริหาร การจัดการ การควบคุมดูแล กิจการต่าง ๆ ให้เป็นไปในครรลองธรรม นอกจากนี้ยังหมายถึงการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้ทั้งภาครัฐและเอกชน ธรรมที่ใช้ในการบริหารงานนี้ มีความหมายอย่างกว้าง กล่าวคือ หาได้มีความหมายเพียงหลักธรรมทางศาสนาเท่านั้น แต่รวมถึง ศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม และความถูกต้องชอบธรรมทั้งปวง ซึ่งวิญญูชนพึงมีและพึงประพฤติปฏิบัติ อาทิ ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การปราศจากการแทรกแซงจากองค์กรภายนอก เป็นต้น
ธรรมาภิบาล เป็นหลักการที่นำมาใช้บริหารงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุเพราะ ช่วยสร้างสรรค์และส่งเสริมองค์กรให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพ อาทิ พนักงานต่างทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตและขยันหมั่นเพียร ทำให้ผลประกอบการขององค์กรธุรกิจนั้นขยายตัว นอกจากนี้แล้วยังทำให้บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง ศรัทธาและเชื่อมั่นในองค์กรนั้น ๆ อันจะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น องค์กรที่โปร่งใส ย่อมได้รับความไว้วางใจในการร่วมทำธุรกิจ รัฐบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ ย่อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและประชาชน ตลอดจนส่งผลดีต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและความเจริญก้าวหน้าของประเทศ เป็นต้น
เดินช้าๆ แต่อย่าหยุด
มี หลายๆคน ที่พยายามคิด พยายามทำอะไรต่ออะไรหลายๆอย่าง ในขณะที่มีงานประจำทำอยู่ มีจำนวนมากที่ประสบผลสำเร็จ และมีจำนวนไม่น้อย ที่ทำมาก็หลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จเหมือนคนอื่นๆซักที แต่พวกเค้าเหล่านั้น หลายคนก็ยังคง คิดและทำอะไร โดยหวังและมองความสำเร็จที่อยู่ข้างหน้าตลอดเวลา และหวังไว้ว่า สักวันจะต้องทำได้ และสำเร็จ ตามที่ได้คิดไว้ แต่บางคน เริ่มจะหยุด จากอาการท้อแท้ ต่อการทำอะไรหลายอย่าง แล้วยังไม่สำเร็จหาก คุณเป็นคนที่ท่องอินเตอร์เน็ตบ่อยๆ ก็จะเห็นบรรดาป้ายโฆษณา ของพวก ขายตรง, MLM(Multi Level Marketing) ทั้งหลาย อยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ มากมาย นั่นหมายความว่า กิจการเหล่านี้ มีรายได้มาก และมากพอที่จะ ใช้เงินซื้อ โฆษณา จากทุกๆแหล่งโฆษณา ไม่ว่าจะแพงขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ดังๆ รายการทีวียอดนิยม รายการมวยไทย และข้อความเชิญชวนที่เห็นกันบ่อยๆก็อย่างเช่น “ทำงานมานานแล้ว มีเงินเก็บเท่าไหร่”, “อยากเป็นายตัวเอง ทำงานวันละสามชั่วโมง รายได้ 50,00 – 100,000 บาท/เดือน มาทางนี้” ก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผู้ทำกิจการประเภทนี้ ได้มองเห็นช่องว่าง หรือสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของคนส่วนมาก ว่าอยากจะเป็นผู้ประกอบการ อยากทำงานน้อย ได้เงินเยอะ อยากเป็นนายตัวเอง และอยากมีเวลาเป็นของตัวเองมากขั้น หลายคน ไม่ได้ศึกษาให้ดี ก็อาจจะพลาดพลั้ง คนที่เข้าไปทำแล้วสำเร็จก็มีบ้าง แต่ที่เราจะพูดถึงกันวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของ MLM แต่จะเป็นการบอกว่า คนที่พยายาม คิดทำอะไรหลายๆอย่าง และยังไม่สำเร็จซะที ขอให้อย่าหยุดคิด ให้คิดใหม่ ทำใหม่ คิดช้าๆ และลองทำช้าๆ อย่างมีสติ คิดให้รอบคอบ และเดินหน้าต่อไป อย่าหยุด เพราะถ้าหากคุณหยุด ที่ทำมาทั้งหมดจะไม่ได้อะไรเลย
ครั้ง หนึ่ง ในขณะที่ผมทำงานในบริษัท Metro Systems ซึ่งเป็นบริษัท IT ขนาดใหญ่ ได้มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมณ์เรื่อง “Dynamic Teamwork” โดยคุณ บดินทร์ ปรปักษ์เป็นจุณ หนึ่งในผู้บริหารของ Metro Systems ได้ให้เกียรติ เป็นวิทยากร เพียงประโยคสั้นๆประโยคหนึ่งของคุณ บดินทร์ ในการอบรมณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมรู้สึกว่า สิ่งที่ผมได้ทุ่มเท่แรงกาย แรงใจทำไป แล้วไม่สำเร็จ ที่เคยผ่านมานั้น ความไม่สำเร็จ เป็นเพียงเรื่องเล็กๆในชีวิต, คุณ บดิทร์กล่าวว่า คนที่ประสบผลสำเร็จนั้น ล้มเหลวนับสิบครั้ง และความสำเร็จเพียงครั้งเดียว มันก็ทำให้เค้ากลายเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ เพราะสังคมจะนับถือในความสำเร็จของเค้า และความล้มเหลว ในการทำธุรกิจ นับสิบครั้ง จะโดนลบ ด้วยการทำสำเร็จเพียงครั้งเดียว ผมได้ยินอย่างนี้แล้ว ทำให้ กำลังใจที่เคยหดหายไป หรือความรู้สึกที่ตัวผม หดหู่กับการเคยทำงานใหญ่เพียงสิ่งเดียวแล้วไม่สำเร็จนั้น หมดหายไปจากใจผม และได้ริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆขึ้นมาอีก และเรื่องเก่านั้น ให้เป็นประสบการณ์ เพราะคนเราถ้าได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงนั้น เป็นสิ่งที่ดี ทุกครั้งที่เราเริ่มทำสิ่งใหม่ เราจะรอบคอบขึ้น มีการไตร่ตรองที่ดีขึ้น
และ หากเราไม่เคยที่จะหยุดคิด หยุดทำ เราก็จะต้องเดินทางไปถึงจุดหมายของเราได้ อาจจะช้าหรือเร็วไม่เท่ากัน ในแต่ละคน แต่หากคุณเพียงแค่เดิน คุณก็จะไปถึง
เดินช้าๆ แต่อย่าหยุด..
กฎ 80 – 20
วัน หนึ่งผมได้ยกโทรศัพท์มือถือ โทรไปหาเพื่อนสนิทคน เพื่อปรึกษาเรื่องการเปิดกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเอง เพื่อนผมคนนี้ ชื่อเอก, ผมได้รู้จักเอก เมื่อตอนที่ผมได้เข้าไปทำงานในบริษัท MFEC ซึ่งเป็น IT Provider รายหนึ่งของเมืองไทย หลังจากได้รู้จัก ได้คุยกัน ก็เริ่มสนิทกัน เนื่องจากผมชอบในแนวความคิด วิธีคิด และวิธีการพูดของเอก ปัจจุบันนี้ เอกได้ทำกิจการส่วนตัว โดยเปิดสถาบันกวดวิชาเป็นของตัวเอง ที่ เชียงแสน จังหวัดเชียงราย และนับว่าเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จได้รวดเร็วคนหนึ่ง โดยมีการวางแผนอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ด้วยตัวของเค้าเองผม ถามเอกว่า ตอนนี้ผมกำลังจะลงทุนทำกิจการอย่างหนึ่ง โดยเล่ารายละเอียด และแผน ให้เอกฟัง รวมถึงก่อนหน้านี้ ได้เคยส่งเอกสารการคำนวน รายได้ ค่าใช้จ่าย ให้เอกช่วยดูแล้ว และผมคาดว่า จะใช้เงินเก็บที่มีกับการลงทุน ทั้งหมด เพราะมีความมั่นใจว่า หลังจากลงทุนไปแล้ว ต้องมีผลตอบแทนกลับมา ก่อนที่จะหมดตัวแน่นอน และผมก็ได้บอกเอกไปว่า ผมจะทำเต็มที่ เท่าที่จะทำได้ ผมต้องสำเร็จ “เอกคิดว่าไงครับ?”
เอก เลยถามผมกลับมาว่า “ปอนด์เคยได้ยิน กฎ 80 – 20 รึปล่าวครับ?” ผมยังไม่เคยได้ยิน เลยขอให้เอกช่วยอธิบายให้ฟัง และเอกก็เริ่มอธิบาย โดยตั้งคำถามว่า “ปอนด์เคยเตะฟุตบอลใช่มั้ยครับ?” แน่นอนครับผมเคยเตะ เอกแนะนำให้สังเกตุว่า ถ้าเราออกแรงทั้งหมดที่เรามีอยู่ เพื่อเตะลูกฟุตบอล เราจะมีโอกาสเตะพลาด หรือไม่สามารถควบคุมทิศทางของลูกฟุตบอล ให้ไปในทางที่ต้องการ ได้ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าเราลองใช้แรงแค่ 80% เพื่อเตะ เราจะควบคุมทิศทางได้ดีกว่า
ผมเข้าใจในสิ่งที่เอกกำลังจะบอก และถามต่อว่า “อีก 20% ล่ะครับ ไปไหน?” เอกตอบกลับมาสั้นๆ
“ถ้าปอนด์ทำ 80% สำเร็จ มันจะตามมาเอง..”
เก่ง ไม่เก่ง วัดกันตรงไหน?
แต่ เล็กจนโตทุกคนคงเคยเห็น เคยพบมาด้วยตัวเองตลอด ว่าเพื่อนๆของคุณ มีทั้งเพื่อนที่เรียนเก่ง เพื่อนที่เรียนไม่เก่ง เพื่อนที่มีลักษณะหัวแข็ง เพื่อนชอบประจบคุณครู เพื่อนที่ ไม่ยอมคุยกับคุณครู
และ หากใครมีเพื่อน ที่จำได้ หรือคบกันนานๆ หรือได้ติดต่อ หรือรู้ข่าวคราวกัน ตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงวัยทำงาน จะพบว่า ส่วนหนึ่งเรียนเก่งในชั้นประถม แต่กลับเรียนแย่ในช่วงมหาลัย หลายคนเรียนเก่งตลอด จนจบ และบางส่วนเรียนไม่เก่งยังไง ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น อีกบางส่วน เรียนไม่เก่งชั้นประถมแต่ พอเข้ามหาลัยกลับเก่งเป็นคนละคน แบบเรียนได้ เกรดหนึ่ง เกรดสองตลอด เกือบตกทุกวิชา พอเข้ามหาลัย ได้แทบจะ สี่จุดศูนย์เลยก็มี อันนี้เรื่องจริง ยกตัวอย่างได้เลยเพื่อนผมเอง ชื่อเอ๋ ตอนประถม ได้เกรดเฉลี่ยหนึ่งกว่าๆ พอเข้ามหาลัย มีเทอมนึง ได้สี่จุดศูนย์ศูนย์ ตอนนี้เป็นเจ้าของเว็บไซต์ siamdora.com และก็เพื่อนผมอีกนั่นแหละ ที่ตอนประถมเรียนดี ถึงขนาดอาจารย์รู้จักทั้งโรงเรียน ทำกิจกรรมทุกอย่าง แถมมีพรสวรรค์ วาดรูปได้ลงหนังสือ ที่พิมพ์จำหน่ายทั่วประเทศไทยด้วย (แต่ผมจำชื่อหนังสือไม่ได้) แต่ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเรียนจบรึยัง หรือทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ เรามาลองสังเกตุ และแยกแยะเพื่อหาเหตุผลกัน ว่าเด็กเรียนเก่ง หรือไม่เก่ง เป็นเพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ ไม่เกี่ยวกับ IQ แน่นอน
เรียนเก่งเพราะกลัวความคาดหวังของคนอื่น
เด็ก กลุ่มนี้ กลัวว่าอาจารย์จะดุ กลัวพ่อแม่ดุ หรือกลัวความคาดหวังของคนอื่น ที่มีต่อตัวเอง และเรียนเพื่อให้สังคม หรือเพื่อนๆยอมรับ สิ่งเหล่านี้ เป็นแรงขับให้เด็กกลุ่มนี้เรียนเก่ง แต่เค้าคงไม่รู้หรอกว่า เค้าเรียนไปเพื่ออะไร
เรียนไม่เก่งเพราะรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็กและปราศจากความกลัว
เด็ก กลุ่มนี้จะประสบผลสำเร็จอย่างสูง ในอนาคต และจะประสบผลสำเร็จได้รวดเร็ว พวกเค้ารู้ว่าตัวเอง ต้องการอะไร ตั้งแต่อายุยังน้อย และอยากจะทำมันตั้งแต่วันนั้นเลย
เรียนเก่งเพราะรู้จักตัวเองตั้งแต่เด็ก
กลุ่มนี้ จะเรียนเพราะรู้ว่าเรียนเพื่ออะไร มีความเข้าใจในระบบสังคม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และรู้ว่า เค้าเรียนไปเพื่ออะไร
เรียนไม่เก่งเพราะยังเด็กไม่ได้คิดอะไร
กลุ่ม นี้ก็เติบโตตามวัย เป็นปรกติ ใช้ชีวิตสมวัยเด็ก และยังคาดเดาไม่ได้ ว่าโตขึ้นจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน เพราะยังไม่ถึงเวลาที่เค้าต้องคิด
เรียนเก่งโดยธรรมชาติ
อัน นี้ไม่ทราบจะอธิบายยังไงเหมือนกันครับ เพราะสมองของคนเรา ไม่เท่ากัน และไม่เท่ากันจริงๆนะครับ ตอนผมนั่งเรียนเรื่อง Neuron network (โครงข่ายใยสมอง) อาจารย์บอกว่า ถ้าสมองของคนเราเท่ากันจริง นั่นหมายความว่า คนที่มีรางกายเล็กที่สุด จะต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด ซึ่งไม่จริงครับ
เรียนไม่เก่งเพราะสภาพแวดล้อม
อันนี้ก็ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างประกอบกันครับ และสภาพแวดล้อม ก็ทำให้เด็กเรียนเก่งได้ด้วยเช่นกัน
เรียน ไม่เก่ง เพราะเก่งเกินกว่า หลักสูตรจะวัดผลให้ตัวเค้าได้ หากผมจำไม่ผิด ตอนเด็กๆเคยดูการ์ตูนเรื่องราวชีวิตของ โทมัส อัลวา เอดิสัน ซึ่งเป็นผู้ผลิตหลอดไฟได้ เป็นคนแรกของโลก รวมถึงเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรม มากมาย ก็ไม่ได้เป็นคนที่เรียนเก่ง กลับกลายเป็นคนแปลกเสียด้วยซ้ำ ในการ์ตูนที่ผมได้ดู เอดิสันตอนเด็ก ถามคุณครูว่า “ทำมัยผีเสื้อถึงบินได้ครับ?” คุณครูก็หัวเราะ แล้วตอบว่า เพราะมีปีก ก็เลยบินได้ไงจ๊ะ เอดิสันถามต่อว่า “ทำมัยมีปีกถึงบินได้?” คุณครูตอบว่า อย่างนกมีปีก ก็บินได้จ่ะ ผีเสื้อก็มีปีก ก็บินได้เหมือนกัน แล้วก็มองว่า เอดิสัน ช่างเป็นเด็กที่ หัวอ่อน ตามไม่ทันเด็กนักเรียนคนอื่นจริงๆ ผมมองๆ ก็เดาไม่ออกว่าในใจ เอดิสัน กำลังต้องการคำตอบแบบไหน แต่คาดว่า คนที่จะมาตอบคำถาม เรื่องผีเสื้อทำมัยบินได้ของเอดิสัน ให้เค้าเข้าใจ คงจะมีแต่สองพี่น้องตระกูลไรท์ ที่ร่วมกันคิดค้นเครื่องบินเท่านั้น
จริงๆมีหลายเหตุผล แต่จะขอยกตัวอย่างแค่นี้นะครับ เพราะหัวใจของเรื่องนี้คือ
ผล การเรียนนั้น ได้ผลมากจากเครื่องมือวัด ซึ่งเครื่องมือวัดผล คือ หลักสูตร และตัวบุคคล นั้นก็คืออาจารย์ เครื่องมือวัด ย่อมต้องมีเปอร์เซ็นผิดพลาด Multi-meter ก็ยังมีเปอร์เซ็นผิดพลาดแจ้งไว้ แต่ อาจารย์กับหลักสูตร ไม่เคยแจ้งเปอร์เซ็นผิดพลาดของตัวเอง วัดตัวเองยังไม่ได้ จะเอาไปวัดคนอื่นได้ยังไง หากเอาหลักสูตรทีวัดตัวเองไม่ได้พวกนี้ ไปวัดคนอย่างเช่น เอดิสัน, ไอสไตล์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการเอา Multi-meter ตัวเล็กๆ ไปวัดคล่อม กระแสไฟฟ้า High voltage ซึ่งผลก็คือได้ค่าเท่ากับ 0 (เพราะ meter ขาด เข็มไม่กระดิก)
“ผลการเรียนนั้น นำมาเป็นเครื่องมือตัดสินคนไม่ได้”
ต่อจุดให้เป็นรูปร่าง โดยมองไปข้างหน้า
ผมได้รับ Forward e-mail เรื่อง Stay Hungry. Stay Foolish. (จงเป็นคนที่หิวอยู่เสมอ จงเป็นคนที่โง่อยู่เสมอ) ซึ่งเป็นบทความเกี่ยวกับ การปาฐกถาพิเศษ ของ Steve Jobs CEO Apple Computer และ Pixar Animation Studio ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นหนึ่งในบทความ ที่ดีที่สุด และได้รับการกล่าวถึงกันอย่างแพร่หลาย ทั่วโลก ในการปาฐกถาพิเศษ ของ Steve Jobs มีข้อคิดมากมาย ทั้งการดำรงค์ชีวิต แง่คิดในการทำงาน และวิธีคิด เพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ หนึ่งในเรื่องราวดีๆทั้งหมดนั้น มีประโยคหนึ่ง ที่ Jobs กล่าวไว้ว่า “เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้ โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนหลังไป“หลาย คนอาจจะเคยคิด เคยสงสัยและถามตัวเองว่า “ทำมัยผมต้องเรียนเรื่องนั้น เรื่องนี้ ผมหาเหตุผล หรือประโยชน์จากการเรียน ไม่ได้เลย เมื่อเวลาไปทำงานจริง ก็ไม่เห็นเลยว่าจะได้ใช้ความรู้จากที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา” ทั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของบ้านเราช่วงที่ผมได้เขียนบทความนี้ อาจจะไม่ดีนัก ผมเองเป็นคนหนึ่ง ที่ขาดศรัทธา ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ในบ้านเราปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะตามเวียดนามไม่ทันแล้ว เป็นเรื่องแปลก ที่เทคโนโลยี หรืองานวิจัยใหม่ๆ มักจะออกมาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในยุโรป และอเมริกา แต่ในประเทศไทย มหาวิทยาลัย กลับต้องรับเทคโนโลยีจากภาคเอกชน ทั้งที่ในมหาวิทยาลัย มีนักวิชาการ มีด็อกเตอร์ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ มากมาย ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่า หากด็อกเตอร์บ้านเรา ให้ความสนใจ กับการทำโครงงานของนักศึกษา และยอมรับความแปลก ที่แตกต่างของนักศึกษามากกว่านี้ ไม่ยึดตามหลักวิชาการมากเกินไป ยอมรับข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ที่ขาดเหตุผลสนับสนุนบ้าง ปล่อยให้นักศึกษาทำไป อย่างที่ตัวด็อกเตอร์เองคิดว่าผิด แล้วค่อยมาดูเอาท์พุตกันที่หลั้ง อย่ามัวแต่คอยบอกว่า นักศึกษาทำผิดหลักการที่เคยมีมา และไม่ยอมให้ทำ หากยังเป็นแบบนี้ จะไม่มี Innovator เกิดขึ้นจากมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะทฤษฎี ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าถูกต้องที่สุด ยังคงโดนหักล้างอยู่ตลอดเวลา ในทุกๆวัน ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบ Software ที่ถูกต้องที่ผมได้เรียนจากมหาลัย ต้องเริ่มออกแบบจาก Database ก่อน ทำ Database Relationship เขียน E-R Diagram, Context Diagram หากไม่ทำอย่างนี้ คุณอาจจะสอบตก ตั้งแต่ยื่นเอกสาร เพื่อขอสอบโครงการในบางมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบัน RUP (Rational Unifield Process) ของ IBM ไม่ได้แนะนำให้ออกแบบ Software จาก Database แล้ว และเชื่อว่าอีกไม่นาน การตรวจเอกสาร Thesis ในมหาวิทยาลัยของเรา ก็คงค่อยๆปรับตาม เพราะมันออกมาจาก IBM ไม่ได้ออกมาจากนักศึกษา
แต่.. ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังสนับสนุน ให้ทุกๆคน ได้ตั้งใจเรียน ตั้งใจศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในระดับชั้นการเรียนใดๆ เพราะสิงที่เราได้เรียนรู้นั้น เราได้นำไปใช้ตลอดเวลา ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัว รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ที่คุณกำลังทำในตอนนี้ แล้วมองไม่เห็นว่า จะเอาไปใช้ได้อย่างไร ในอนาคต หากเป็นสิ่งที่ดี ควรทำให้ดีที่สุด เพราะความรู้จะอยู่กับตัวเราตลอดไป เพราะ “เราไม่สามารถต่อจุดให้เป็นรูปร่างได้ โดยการมองไปข้างหน้า เราจะทําได้ก็ต่อเมื่อ เรามองย้อนหลังไป” แล้ววันนึง คุณจะคิดในใจว่า ถ้าวันที่ผ่านมานั้น เราไม่ได้เรียนรู้ หรือเคยทำสิ่งนี้ไว้ แล้วเราจะประสบผลสำเร็จเช่นวันนี้ได้หรือไม่ ก็ยังไม่รู้
ทำงานหนักที่สุด ประสบผลสำเร็จที่สุด?
ผม ก็เป็นคนนึง ที่เคยทำงานหนักเหมือนขุดดินหลังบ้านตัวเอง ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ที่จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้ เพราะได้อ่านนานมาแล้ว แต่ยังคงจำสิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อได้ ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างว่า มีชายชาวยุโรปคนหนึ่ง ได้เดินทางไปหาหมอดูชื่อดัง และชายยุโรปผู้นั้น ได้ถามหมอดูว่า “ทำอย่างไร ผมจะประสบผลสำเร็จ และมีฐานะร่ำรวย” หมอดูตอบว่า “หากท่านทำงานหนักที่สุด ท่านจะเป็นคนที่ประสบผลสำเร็จ และร่ำรวยที่สุด” หลังจากได้ยินเช่นนั้นแล้ว ชายชาวยุโรปผู้นี้ ก็รีบร้อนกลับบ้าน และคว้าจอบขึ้นมา เดินไปหลังบ้านและมีจุดมุ่งหมายว่า เค้าจะขุดดินหลังบ้านของเค้าเอง ให้ลึกที่สุด และทำทั้งวันทั้งคืน เท่าที่เค้าจะพอมีแรงทำได้ จนวันหนึ่ง เค้าอ่อนแรงลง จนไม่สามารถขุดต่อไปได้ และพบว่า เค้าก็ยังไม่ร่ำรวยขึ้น อย่างที่หมดดูทำนาย ซักที ทั้งๆที่เค้าก็ทำงานอย่างหนักที่สุดแล้ว
บางที หลายๆคน รวมถึงตัวผมเองด้วย ก็ทำงาน และใช้ชีวิตประจำวัน โดยการตั้งใจทำงานหนัก แต่เหมือนการขุดดินหลังบ้าน บางครั้งเราไม่รู้ตัวเลย และอาจจะภาคภูมิใจ กับการขุดดินของเรา จนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง อาจไม่นาน หรืออาจจะนานเป็นถึงสิบปี กว่าจะรู้ว่าตัวเองกำลัง “ขุดดินหลังบ้าน” เมื่อรู้ว่า ความรู้ความสามารถ ที่เราสั่งสมมา ใช้ไม่ได้ หรือต่อยอดไม่ได้เลยในวันนี้ ต่างกับ อาซิ่ม อาม่า ที่ขายของ ขายข้าว และได้เพิ่ม Skill ในการขาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เศรษฐกิจไม่ดีทำไง ช่วงไม่มีลูกค้า ดำรงชีวิตยังไง แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองทุกวัน
หาก เราได้ลองเสียเวลาคิด ไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนที่จะเลือกทำ หรือ ไม่ทำอะไร จะพบว่า เราจะใช้เวลาในการทำงานให้เป็นผลสำเร็จได้เร็วกว่า ที่เราจะลงมือทำเลยในทั้นที ตอนผมทำงานอยู่ที่บริษัทหนึ่ง เป็น Pre-sales ผมมีหัวหน้า คนหนึ่งชื่อพี่ต่อ และพี่ต่อเคยพูดกับทุกๆคนในทีมว่า “อย่าทำตัว Busy” ซึ่งคำว่าอย่าทำตัว Busy ของพี่ต่อ ผมก็ได้พี่เคน มาช่วยอธิบายว่า งานที่เข้ามาจากทางฝ่าย Sales เราเป็น Pre-sales เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ เพราะแต่ละงานนั้น มีโอกาสไม่เท่ากัน เราต้องศึกษาและ ปรึกษาคนในทีม เลือกทำเฉพาะงาน หรือโปรเจค ที่เรามีโอกาสจะชนะได้ ส่วนงานที่ไม่มีโอกาสเลย เราต้องตัดทิ้ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ผลอะไร จะทำให้เป็นการเพิ่มงานโดยไม่จำเป็น ซึ่งก็คือเหมือนขุดดินหลังบ้านนั้นเอง
ที่ผมนั่งเขียนอยู่ ผมกำลังขุดดินหลังบ้านรึปล่าว?
แล้วคุณล่ะ เป็นผู้นำแบบไหน
ใน สามก๊ก ได้สื่อให้เห็นบุคลิก และความแตกต่าง ของผู้นำ ของก๊กทั้งสาม โดยลักษณะของผู้นำแต่ละคน ก็มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกัน จนถึงวันนี้ ยังไม่อาจตัดสินได้ ว่าความเป็นผู้นำ ในแบบไหน จะดีที่สุด และประสบผลสำเร็จที่สุด ผู้ที่ดูสามก๊กนั้น ต่างก็มีตัวละครที่ตนเองชอบ อยู่ในใจแตกต่างกันไป หลายคนชอบ ความอ่อนน้อมและรู้จักใช้คนของเล่าปี่ หลายคนชอบความเด็ดขาดของโจโฉ บางคนชอบความเป็นผู้นำที่สมบูรณ์แบบ อย่างซุนกวน แต่บนความต่างเหล่านี้ ต่างก็พาพวกเขาเหล่านั้น ขึ้นสู่ความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่โจโฉ ผู้ที่ยอมทรยศโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ
โจ โฉ เป็นผู้นำที่มีจิตใจ เด็ดเดี่ยว และมีความเด็ดขาด มากที่สุด ในบรรดาผู้นำทั้งสาม ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากตัวเอง
เมื่อ ตอนยังไม่มีอำนาจ เป็นคนฉลาด รู้ว่าจังหวะไหนควรผ่อนเบา ตอนไหนเป็นจังหวะที่จะไล่รุกได้ ตอนไหนควรสงบ และเก็บความคิดเอาไว้ กล้าเสี่ยงเมื่อถึงเวลาที่ควรจะเสี่ยง
เมื่อ ขึ้นสู่อำนาจ มีความฉลาด เฉลียว ตัดสินใจทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่เคยยอมรับความผิด เข้ามาใส่ตัวเอง ฆ่าได้แม้กระทั้งญาติพี่น้อง เพื่อตัดปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ยอมฆ่าคน พันคนเพื่อให้พบคนผิดเพียงคนเดียว ครั้งหนึ่ง เคยสั่งประหาร นายเสบียงที่จงรักภักดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาด้านขวัญกำลังใจ ของทหาร เคยแกล้งละเมอฆ่าคนรับใช้ เพื่อแสดงให้ทหารที่เพิ่งเข้ามาใหม่ และตนไม่ไว้ใจได้เห็น เพียงเพื่อเขียนเสือให้วัวกลัว
เล่าปี่ ผู้ที่ก้มหัวให้กับคนทุกชนชั้น
เล่า ปี่ เป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ให้เกียรติคนทุกชนชั้น มีความสุขุม ฉลาดลึกซึ้ง มีความเป็นผู้ดี รู้จักใช้คน นับถือคนมีความสามารถ มีกลวิธี ที่จะผูกใจคน และดึงคนมีความสามารถมาทำงานให้ อย่างเต็มใจ คนที่มาทำงานให้เล่าปี่ มักจะมาทำงานด้วยใจ ทุ่มเทให้ทั้งกาย ทั้งใจ เพราะเล่าปี่เป็นผู้ที่ซื้อใจคน ด้วยใจ
เมื่อ ครั้งตอนที่ เล่าปีจะดึงเอาขงเบ้งมาทำงานให้ตน เล่าปี่ ได้เข้าไปหาขงเบ้ง ถึงสามครั้ง ในขณะที่พี่น้องคนอื่นทนรอไม่ไหว แต่เล่าปี่ยังคงแสดงความตั้งใจ ที่จะให้ขงเบ้งไปทำงานกับตนให้ได้ ขงเบ้งเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้า “รู้แจ้ง ฟ้าจบดิน” แม้รู้ว่า หากตนไปทำงานให้เล่าปี่แล้ว ตนเองต้องตาย แต่ขงเบ้งก็ยัง ยอมที่จะไปทำงานให้เล่าปี่ เพราะแพ้จิตใจของเล่าปี่
แต่ ในบางครั้ง เล่าปี่ก็ให้ความสำคัญกับคน จนทำให้เสียงานใหญ่ ขาดความเด็ดขาดอย่างเช่นที่โจโฉมี แต่ถึ่งกระนั้น เล่าปี่เป็นผู้ที่มีบารมี สูงส่ง ด้วยความดี ทำให้คนที่เล่าปี่ ต่างก็ทำด้วยความเต็มใจมิใช่ความกลัวเกรง ถึงทุกวันนี้ ยังมีบางคนตั้งข้อสงสัยว่า เล่าปี่เป็นคนดีจริงๆ หรือหลอกใช้คน ได้อย่าแนบเนียนกันแน่ อันนี้ แล้วแต่คนจะตีความ
ซุนกวน ผู้ที่มีความเป็นผู้นำโดยสมบูรณ์แบบ
ซุน กวน เป็นคนที่มีความสามารถทางด้านการรับรู้ข้อมูล จากกุนสือทั้งหลาย และนำมาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยตัวเอง การตัดสินใจแต่ละครั้ง แทบไม่มีโอกาสผิดพลาดเลย มีจิตใจกว้างขวาง วางตัวเป็นกลางได้ดี
ซุน กวน เป็นผู้นำที่ไม่มีความเป็นสุดขั้วทางด้านใดด้านหนึ่ง แต่เป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ของการเป็นผู้นำที่ดี ฟังความเห็นคนรอบข้าง ประคองตนด้วยทางสายกลาง เข้ากับพวกไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ก๊กของเล่าปี่ หรือโจโฉ และมักจะเลือก ทางที่ตนเองได้ประโยชน์ โดยไม่เสียเลือดเนื้อ
แต่ เหตุที่ซุนกวนเป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะในบรรดา ก๊กทั้งสามนั้น ง้อก๊ก ของซุนกวน เล็กกว่า จ๊กก๊กของเล่าปี่ และวุยก๊กของโจโฉ แต่ ง้อก๊กตังอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ที่ดี ซุนกวนจึงจำเป็นต้องผูกมิตรกับทุกคน เพราะไม่อาจต่อกรกับใครได้ ต่างกับจ๊กก๊ก และวุยก๊ก ที่เป็นคนละขั้วกันอย่างชัดเจน ขนาดใกล้เคียงกัน แต่หากใครได้ ง้อก๊กของซุนกวน มาร่วมเป็นพวก ก็จะสามารถถล่มอีกฝ่ายได้ราบคาบ จึงทำให้ ซุนกวนกลับกลายเป็นผู้ที่เลือกได้ ว่าจะอยู่ข้างใด กลายเป็นก๊กเนื้อหอมไปซะงั้น
ดูๆไปคล้ายกับการเมืองไทยก่อนรัฐประหารยังไงไม่รู้นะครับ.. บังเอิญๆ
แล้วคุณล่ะ.. ชอบแบบไหน? เป็นแบบไหน?
ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
ครั้ง หนึ่ง ผมได้นำเสนอความก้าวหน้าโครงงาน ต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้มีคุณวุฒิ ในขณะที่ผมกำลังให้ข้อมูลอ้างอิง ในโครงงานที่ผมทำอยู่นั้น มี ดร.หญิง ท่านนึง ถามขึ้นมาว่า “คุณได้ข้อมูลมาจากไหน” ผมตอบว่า “Internet ครับ” ดร. ท่านนั้นถามต่อว่า “คุณรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นข้อมูล ที่ถูกต้อง” นี่เป็นต้นกำเนิด ของเรื่องที่เราจะคุยกันนี้ครับหลาย คนรู้อยู่ครับ ว่าข้อมูลบน Internet นั้น มีมากมาย มีทั้งข้อมูลที่ถูกต้อง และข้อมูลที่ผิดๆ และเราไม่สามารถนำข้อมูล ที่ได้จากการค้นหาทาง Internet มาเป็นการอ้างอิง ในการนำเสนอ การทำวิทยานิพนธ์ หรือรายงานทางวิชาการได้ และผมเชื่อว่า ไม่ใช่ผมคนเดียว ที่โดนคำถามแบบนี้ในตอนนำเสนอโครงงาน ต่อหน้าคณะกรรมการ, คนทั่วไป จะใช้บรรทัดฐานทางจิตใจ และพื้นฐานความรู้เดิมของตนเอง มาเป็นเครื่องมือวัด ว่าข้อมูลที่รับมานั้น เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง หรือผิด ส่วนนักวิชาการ นักวิจัย ใช้การทดลองซ้ำ เพื่อพิสูจน์ข้อมูลเหล่านั้นที่ได้มา ว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือวัดใดๆ ก็ล้วนมีเปอร์เซ็นผิดพลาดทั้งสิ้น โดยเฉพาะเครื่องมือวัด ที่เป็นบุคคล (แม้แต่เครื่องมือวัดทางไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ยังมีเปอร์เซ็นผิดพลาดเลย) แม้ถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครยืนยัน ว่าทฤษฎีของไอน์สไตล์ ถูกต้องทั้งหมด
ใน ขณะที่ผมกำลังรับคำแนะนำว่า ข้อมูลจาก Internet นั้นเชื่อถือไม่ได้ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ถามกลับไปว่า ข้อมูลจากไหนที่เราควรจะเชื่อถือ แต่ผมก็ได้รับคำตอบนั้น ทันที ในขณะนั้นโดยไม่ต้องถาม ซึ่งคำตอบนั้นก็คือ เป็นหนังสือ ที่เขียนขึ้นโดยผู้มีคุณวุฒิ ที่ทัวประเทศ หรือทั่วโลก ยอมรับกัน อาจจะเป็นหนังสือเรียน ที่มหาวิทยาลัย ดังๆ ในต่างประเทศ อย่าง MIT ใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งผมก็เห็นด้วยบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า การเห็นด้วยบ้าง ของผมนั้น ตั้งอยู่บน บรรทัดฐานของผมเอง ผมไม่อาจทราบได้ว่า ความรู้สึก “เห็นด้วยบ้าง” ของผมนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่
ครั้ง นึง มีความเชื่อจากนักปราชญ์โบราณ กล่าวไว้ว่า หากเอาขยะมารวมๆกัน ใส่กระป๋อง ปิดฝาทิ้งไว้ จะทำให้เกิด สัตว์อย่างหนูขึ้นมาได้ และไม่มีใครเคยค้านความคิดนั้น ต่อมา มีนักวิทยาศาสตร์คนนึง กล่าวว่า สิ่งมีชีวิต ต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ยังไม่สามารถทำให้คนในยุคนั้นเชื่อได้ จนต้องใช้ความพยายาม ในการพิสูจน์ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนเป็นที่ประจักษ์ว่า ทฤษฎีของเค้าถูกต้อง, เช่นเดียวกัน หากเราจะบอกว่า ข่าวสารที่เราได้จาก Internet ที่เราได้มานั้นถูกต้อง กว่าหนังสือที่แต่งโดยนักวิชาการ ซึ่งอาจจะถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง แต่เราได้พิสูจน์ ทดสอบ หรือวิจัยมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่การทดสอบ และผลการทดสอบ ให้เป็นที่ยอมรับ รับรองได้ว่า คุณโดนนักวิชาการ เหยียบจมดินแน่นอน, แต่หากสมมุติว่าคุณเป็น Microsoft หรือ Google แล้วคุณคิดทฤษฎีต่างๆ ที่สวนทาง กับหลักวิชาการที่เคยเป็นมาทั้งหมด แล้วคุณทำเงินมหาศาล ด้วยทฤษฎีของคุณ แล้วสมมุติต่อ ว่าคุณประสบผลสำเร็จ โดยการฟลุ๊ค และคุณก็รู้ตัว และคุณรู้สึกเขินตัวเองอยู่นิดหน่อย ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทฤษฎีของคุณจะถูกบรรจุลงในวิชาเรียน โดยนักวิชาการ และได้รับการสรรเสริญต่างๆนาๆ จนรับไม่ทันอย่างแน่นอน (อันนี้ขำๆนะครับ หุหุ…)
อาจ จะพอสรุป อย่างไม่มีหลักการได้ว่า ข้อมูล หรือทฤษฎีนั้น โดนหักล้างได้ตลอดเวลา โดยผู้ที่สามารถให้เหตุผลสนับสนุนได้มากว่า และสามารถพิสูจน์ ให้คนส่วนมากยอมรับได้มากกว่า ซึ่งคำว่า ถูกต้องที่สุดในวันนี้ อาจจะ เป็นสิ่งที่ผิด ในวันข้างหน้าก็ได้ พระพุทธเจ้าเคยพูดไว้ว่า “อย่าเชื่อเพียงเพราะ ผู้นั้นเป็นศาสดา”
พฤติกรรมของคน ในองค์กร
แรง จูงใจ ที่ทำให้ผมได้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เกิดจากความสงสัย และสังเกตุการทำงาน ของผู้คนรอบๆตัว ในขณะที่ทำงานอยู่ในบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมสงสัยมานาน ว่าทำมัยบางคน กลับบ้านดึกทุกวันจนเป็นนิสัย ทำมัยบางคนกลับทันทีเมื่อถึงเวลาเลิกงาน และบางคน กลับดึกบ้าง กลับตามเวลาบ้าง โดยในตอนแรกๆ ผมคิดเอาเองว่า คนที่กลับดึกๆ เค้าคงงานยุ่ง มีงานเยอะจนทำไม่ทัน แต่หลังจากได้ศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ โดยการสอบถาม จากแต่ละคน ที่ผมมีความสนิทสนม หลายๆคน และแต่ละคน ก็มีพฤติกรรมการกลับบ้าน ที่แตกต่างกัน เลยอยากเอาข้อมูลที่ได้ มาสรุปให้ผู้สนใจได้อ่านกันมาเช้า กลับดึก” เป็นสิ่งที่องค์กร อยากให้พนักงานบริษัททำ จริงหรือ? คำตอบคือ ไม่จริงเสมอไป ไม่จริงเสมอไป นั้นหมายความว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร แต่ทั่วๆไปที่เราเห็นๆกัน คือคนที่มาเช้า กลับดึก ดูจะเป็นคนขยัน และมีความรับผิดชอบกว่าคนอื่นๆ ในบางองค์กร หากใครกลับบ้านตรงเวลา อาจจะโดนเพ่งเล็งได้ ก็เลยมีอีกหลายๆคน ใช้วิธี “มาสาย กลับดึก” เพราะการกลับดึก มันดูเหมือนกับว่า เรามีงานต้องทำเยอะ เลยต้องกลับดึก เหมือนจะดูดีกว่า การกลับตรงเวลา ส่วนคนที่ “มาเช้า กลับตรงเวลา” เลยกลายเป็นคนที่ดูไม่ดี
ใน ความเป็นจริง เราไม่สามารถสรุปได้ว่า ใช้เวลาในการทำงานแบบไหน ถึงจะดีที่สุด เพราะลักษณะงานนั้น มีความแตกต่างกัน เช่น หากทำงานในหน้าที่ ที่เกี่ยวกับงานด้าน Support ก็ไม่สามารถที่จะกำหนดได้ ว่าจะต้องทำงานในช่วงเวลา การทำงานปกติของคนทั่วไป แต่หากเป็นคนทำงานออฟฟิศ ทั่วๆไป ควรจะบริหารเวลาการทำงาน ของตัวเองให้ได้ ทุกคนมีเวลาเท่าๆกัน หมดเวลางานแล้ว ควรจะไปทำกิจกรรมอย่างอื่น จริงๆแล้ว การที่ทำงานเลยเวลาปกติทุกวัน สำหรับคนทำงานออฟฟิศนั้น แสดงให้เห็นถึง การบริหารเวลาได้ไม่ดีเท่าที่ควร, ตลอดเวลาที่ผมได้สังเกตุการ ผมได้เปรียบเทียบ และสอบถาม ลักษณะ และปริมาณงาน ของหลายๆคน ที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เหมือนๆกัน และพบว่า บางคนต้องใช้เวลาจนดึกอยู่บ่อยๆ เพื่อทำงานของตัวเองให้เสร็จ แต่บางคน กลับบ้านตรงเวลาทุกวัน ซึ่งงานที่ได้รับผิดชอบ ก็เสร็จเหมือนๆกัน หลายๆคน ดูยุ่งกับการทำงาน หน้าหงิก หน้างอ ทุกวัน แต่หลายๆ คน ก็ยิ้มแย้ม ทักทายเพื่อนๆ ไปทานข้าวตรงเวลา แต่งานก็เสร็จเหมือนกัน ทั้งๆ ที่หน้าที่รับผิดชอบไม่ต่างกัน จึงอาจพอสรุปได้ว่า เป็นพฤติกรรม การทำงานที่ไม่เหมือนกันมากกว่า และที่สำคัญ คนที่กลับบ้านตรงเวลา จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ขององค์กร ได้มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าอินเตอร์เน็ต อาจจะรวมถึงค่า OT ด้วย แถมยังมีเวลาเหลือ ที่จะได้ไปทำกิจกรรม ของตัวเองอีกด้วย
“‘งานที่เรารับผิดชอบอยู่เป็นงานยาก ไม่เหมือนงานของคนอื่นๆทั่วไป”
ประโยค แบบบรรทัดบนนี้ อาจจะเป็นเหตุผล ที่หลายๆคนให้กับตัวเอง เวลาที่กำลังคร่ำเคร่งกับงาน และกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ ของชีวิต ทุ่มเทให้กับงานที่ตนเองทำอยู่ ผมขออนุญาติยกตัวอย่าง ที่ผมเห็นใกล้ๆตัวมาเลย ตัวผมเอง ช่วงทำงานใหม่ๆ รู้สึกว่า งานของตัวเองนั้นยากมาก จนทำให้ตัวผมไม่สามารถ จะมีเวลาไปเที่ยว กับเพื่อนๆ หรือไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ เวลาเพื่อนๆ นัดกันไปไหนมาไหน ผมจะไม่ตอบตกลงอยู่บ่อยๆ ผมรู้สึกว่า การเป็น Application Developer หรือ Programmer นั้น ต้องฝึกฝน เขียนโปรแกรมอยู่ตลอดเวลา หากไม่ทำงานตลอดเวลา คงจะเป็น Programmer ที่ดีไม่ได้ ผมไม่เคยลองสังเกตุดูเลยว่า ในกลุ่มเพื่อนๆ ที่ไปสังสรรค์กันนั้น ก็มีบางคนที่ทำงานแบบเดียวกัน กับที่ผมทำอยู่ และเค้าก็ทำผลงานได้ดีกว่าผมเสียด้วย แต่เค้าไม่เคยพลาดนัดกับเพื่อนๆเลย กว่าผมจะรู้ตัวว่า ตัวเองหลงประเด็น ต้องใช้เวลาถึงสองปี ถึงจะรู้ตัวว่า ตัวเองเสียโอกาส ในการพบปะเพื่อนฝูงไปมาก ด้วยเหตุผลของการจัดการกับตัวเองไม่ได้ การมกหมุ่นอยู่กับงาน ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น คนที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนอื่น คือคนที่ได้ดำเนินชีวิต อย่างมีความสุข และได้ทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ มากกว่าคนอื่นๆ



















